
ทรามาดอลเป็นยาแก้ปวดที่ใช้บำบัดอาการปวดขั้นปานกลางถึงรุนแรง มีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคต่างๆ ซึ่งใช้ยาแก้ปวดชนิดอื่นๆ แล้วไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพียงพอ หรือใช้ร่วมกันเพื่อให้แก้ปวดได้ดียิ่งขึ้น โดยยานี้มีกลไกการออกฤทธิ์ 2 อย่างที่สำคัญคือ
- กระตุ้น µ (mu) receptors (มิวรีเซปเตอร์) ซึ่งเมื่อกระตุ้นแล้วจะมีฤทธิ์ลดความปวด รวมทั้งมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทและมีผลทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoria) ได้ด้วย การออกฤทธิ์นี้เหมือนกับการออกฤทธิ์ของยามอร์ฟีน (morphine) แต่ทรามาดอล จะมีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า ทำให้ยานี้ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษเหมือนกับมอร์ฟีน (ตามกฎหมายนั้นยาทรามาดอลจัดเป็นยาอันตรายและสามารถจำหน่ายได้ในร้านยา) อย่างไรก็ตามแม้จะออกฤทธิ์แรงน้อยกว่ามอร์ฟีนถึง 10 เท่า แต่ทรามาดอล จะมีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีเนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์ในข้อ 2 มาช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวดด้วย
- เพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทที่ชื่อ serotonin และ norepinephrine ซึ่งสารสองตัวนี้เมื่อมีปริมาณเพิ่มขึ้นที่ไขสันหลังจะลดอาการปวดได้ การเพิ่มขึ้นของ serotonin จากการใช้ยาทรามาดอล เกินขนาด (เช่นครั้งละ 3-4 เม็ด) อาจส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า “serotonin syndrome” (มีอาการที่เกิดจาก serotonin มากเกิน) รวมทั้งอาจเกิดอาการในกลุ่มที่เรียกว่า extrapyramidal เช่น กลืนลำบาก มือสั่น มีไข้ กล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างมาก หรืออาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ประสาทหลอนและหวาดระแวง ส่วนการเพิ่มขึ้นของ norepinephrine อาจทำให้ใจสั่น ปวดศีรษะ กระตุ้นระบบประสาทและทำให้ชักได้ อาการที่กล่าวมาข้างต้นจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุกรรมของยีนส์ที่ใช้ในการทำลายยา tramadol การทำงานของไต ขนาดยาที่ใช้ และการใช้ร่วมกับยาหรือสารอื่นที่อาจเพิ่มหรือลดการออกฤทธิ์ของยา
ทำไม ทรามาดอล ถึงกลายเป็นส่วนผสมของสารที่ทำให้มึนเมา?
เมื่อทรามาดอลเป็นยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กดการทำงานของประสาท และมีผลทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข คล้ายกันกับการใช้ยามอร์ฟีน (แต่มีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า) ด้วยความรุนแรงที่น้อยกว่า ถึงทำให้ยาทรามาดอล ไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของยาเสพติดให้โทษเหมือนมอร์ฟีน และยังสามารถจำหน่ายตามร้านขายยาได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยาทรามาดอลยังจัดว่าเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ถูกจำกัดการสั่งจ่ายจากแพทย์ และเภสัชกร
อันตรายจากการใช้ยาทรามาดอล
นอกจากยาทรามาดอลจะมีฤทธิ์กดการทำงานของประสาทแล้ว ยังเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาท อย่างเซโรโทนิน และ นอร์อิพิเนฟริน เมื่อสารทั้งสองตัวนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นที่บริเวณไขสันหลัง ก็จะช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน
แต่หากรับปริมาณของยาทรามาดอลมากจนเกินไป อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการมือไม้สั่น มีไข้ กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งตัว หรืออาจเกิดอาการทางประสาท เช่น สับสน ประสาทหลอน และหวาดระแวง นอกจากนี้ยังอาจมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ และหากรุนแรงอาจมีอาการชัก หรือเสียชีวิตได้
ความรุนแรงมากน้อยของการใช้ทรามาดอลในปริมาณและวิธีที่ไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ว่าในพันธุกรรมมียีนส์ที่สามารถทำลายยาทรามาดอลได้หรือไม่ ไตทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน ปริมาณของยาที่ทานเข้าไป และการใช้ยาทรามาดอลร่วมกับยาอื่นๆ ที่อาจเพิ่มการออกฤทธิ์ของยาให้รุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม เช่น การใช้ยาทรามาดอลกับแอลกอฮอล์ หรือยาแก้แพ้ อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่อระบบประสาท อาจกดประสาทจนไม่รู้สึกตัวได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น